คนกลาง

posted on 28 Mar 2009 20:45 by chikudji

 

 

การที่เรา (B) ยอมรับในสิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่ามันเหมาะสมแล้วสำหรับใครคนหนึ่ง  (A)

แต่มันอาจจะไม่เหมาะสมซะทีเดียวสำหรับใครอีกคนหนึ่ง (C)

เมื่อ A เห็นว่ามันเหมาะสมกับเค้าแล้ว เค้าก็จะพยายามสนับสนุนสิ่งนั้นอย่างเต็มที่

และสำหรับ C แล้ว  เค้าอาจจะรู้สึกไม่สบายใจในสิ่งนั้น แต่ก็ทำอารายไม่ได้ เพราะเกรงใจ A

เช่นเดียวกันกับที่  B ก็ไม่ถึงกับชอบอกชอบใจซะทีเดียวในสิ่งที่ A ได้เลือกแล้ว

แต่เค้าคงเห็นว่าสิ่งนั้นก็เหมาะสมพอสมควร ในสถานการณ์นั้น

รึไม่เค้าก็คงเหนื่อยกับการที่จะต้องเลือกอารายให้มันมากมาย อาจเป็นเพราะความสะเพร่า

และเมื่อเวลาล่วงเลยไป

C จะพยายามหาหนทางเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ได้กล่าวข้างต้น 

โดยในจุดนี้ B อาจจะใช้เป็นหนทางในการปรับเปลี่ยนสิ่งนั้น เพื่อให้เข้ากับตัวเองมากขึ้น

เขาจึงพยายามสนับสนุน C  โดยหวังว่า C จะพอเป็นที่พึ่งพิงให้แก่เขาได้บ้าง

แต่คุณคงไม่ทราบว่า เมื่อ B สนับสนุน C

C กลับพยายามดันสิ่งที่ตัวเองต้องการขึ้นไปสูงเกินกว่าที่ B จะรับไหว

คุณลองคิดดูสิถ้าคุณเป็น B คุณจะทำอย่างไร

ผมตอบให้เลยก็ได้

คุณจะรู้สึกอึดอัดมาก มันเหมือนกับว่า

เค้าถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว  โดยที่จะหันหน้าไปคุยกับทั้ง A และ C ไม่สะดวกใจเหมือนเดิม

จะให้อธิบายให้คนอื่นฟังก็คงจะเป็นเรื่องยาก  ถ้าเค้าคนนั้นไม่เคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา

 

ผมก็คงได้แต่หวังว่า B คงจะมีสติ  รู้จักอดทน อดกลั้น

และที่สำคัญ คือ การที่ B ควรที่จะยอมรับกับการกระทำของตนเอง 

และไม่พยายามโทษว่า ความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นนั้ในจิตใจของ B นั้นเกิดจากคนอื่น

แต่ควรคิดในแง่ดีว่า

ในการตัดสินใจทำอะไรครั้งต่อไป ควรจะคิดให้รอบคอบ  ไตร่ตรองให้ดีกว่านี้

เพื่อที่จะไม่กลับมาเสียใจซ้ำสองอีก

เหมือนเช่นที่ผ่านมา

 

โชคดีน่ะ B  ทำยังไงได้ล่ะก็นายเป็น คนกลาง นี่หน่า

 

เราจะอยู่เคียงข้างนายเสมอ

edit @ 28 Mar 2009 21:20:49 by chikudji

edit @ 28 Mar 2009 21:36:24 by chikudji

edit @ 28 Mar 2009 21:37:39 by chikudji

"เพื่อนของฉัน"

posted on 28 Mar 2009 09:27 by chikudji

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับคำว่าเพื่อนอยู่บ้าง

แต่นี่คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ซึ่งคำว่า "เพื่อน"  อย่างจริงจัง

 

เรื่องมันมีอยู่ว่า.....

วันนี้ผมต้องทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยจนดึก น่าจะประมาณตีสองได้

แล้วพอเสร็จกิจกรรม  เพื่อนของผมที่ชื่อ "เอ" ก็พามาส่งที่หอ  

และเมื่อผมขึ้นมาถึงห้อง กลับพบว่าผมลืมลูกกุญแจไว้ในห้อง  แต่กลับล็อคด้วยแม่กุญแจไว้

ผมซึ่งตอนนั้นลนลานมาก  ทำอารายไม่ถูก ก็เลยคิดได้จึงโทรศัพท์หยอดเหรียญไปหาเพื่อนอีกคนหนึ่ง

เพื่อให้เพื่อนคนนั้นโทรหาเอเพื่อให้เอมารับผมที่หอ  เพราะคืนนี้ผมคงต้องไปนอนหอเอแล้วแหละ

ผมนั่งรอเออยู่ที่ใต้หอ  แล้วก็คิดได้ว่า ผมมีกุญแจรถนี่หน่า 

คงเป็นเพราะความขาดสติของผมจึงทำให้ลนลาน ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

หลังจากนั้นผมจึงขี่รถออกไปหาเอที่หอ และเมื่อสวนกับเอผมรีบตะโกน

เพื่อให้เอขี่รถกลับหอ พร้อมทั้งขอโทษขอโพยยกใหญ่ อีกทั้งผมยังเล่าความสะเพร่าของตนเองที่เกิดขึ้น

เมื่อผมไปถึงหอเอ เอก็คิดได้ว่าเอมีเลื่อยตัดเหล็ก

เอจึงชวนผมให้กลับมาที่หอ แล้วมาตัดเหล็กของแม่กุญแจ

และแล้ว  และแล้ว เหล็กก็ไม่ขาดซักที

 

และแล้ว

 

และแล้ว

 

และแล้ว

เหนื่อยอีกแปบ (ผมพยายามปลอบใจ)

 

และแล้ว

และแล้ว

 

 

 

และแล้ว

งานที่เอตั้งใจทำก็สำเร็จจนได้

ผมเข้าห้องได้แล้ว

ผมต้องขอบคุณเอมากๆๆๆที่คอยช่วยเหลือผมมาตลอด

เพราะเวลาดึกดื่นแบบนี้ คงไม่มีใครที่จะมีความรู้สึกห่วงใยคนอื่นมากนักหรอก

 

บางคนอาจจะคิดว่า เรื่องแค่นี้ทำไมเหรอ  มันน่าปลื้มใจนักเหรอ---

แต่สำหรับสถานการณ์นั้น ผมยืนยันได้เลยว่า  มันน่าปลื้มใจมาก

เหมือนมีพระเจ้ามาโปรด ยังไงยังงั้น

 

มันทำให้ผมรู้สึกว่า วันนี้เป็นวันที่มีค่าสำหรับผมมากๆๆ วันหนึ่งเลยทีเดียว

 

หลายครั้งที่ผมเคยทำไม่ดีกับเอไว้

ผมสัญญาว่าผมจะเป็นคนดี

จะทำความดี เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่า คนที่ได้รับสิ่งดีๆในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ มันมีค่ามากแค่ไหน

 

และที่ลืมไม่ได้คือ

ผมจะพยายามช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเพื่อนคนนี้ทุกครั้งที่มีปัญหา

 

ขอบคุณเอมากจิงๆๆๆน่ะ  ที่ทำให้เรารู้ว่า บนโลกใบนี้ยังมีเอเป็นเพื่อนที่เป็นห่วงและหวังดีกับเราเสมอ 

 

 

ป.ล. เอ คือ นายชาญวิทย์  ไชยทองรักษ์----เพื่อนรักของผมนี่เอง

 

 

 

 

edit @ 28 Mar 2009 13:46:25 by chikudji